ประวัติหลวงพ่อกวย

หลวงพ่อกวย

ประวัติหลวงพ่อกวย

หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร มีนามเดิมว่า กวย ปั้นสน เกิดเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๘ ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้าน บ้านแค หมู่ ๙ ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นบุตรของคุณพ่อ ตุ้ย ปั้นสน ซึ่งบ้านเดิมอยู่วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มารดาชื่อคุณแม่ต่วน เดชมา เป็นคนบ้าน แค ท่านทั้งสองมีบุตรและธิดาด้วยกัน ๕ คน

เด็กชายกวย เมื่อโตขึ้นมา โยมบิดาได้ส่งมาเรียนหนังสือกับหลวงปู่ขวด วัดบ้านแค หลังจากหลวงปู่ขวดก็มรณภาพ บิดามารดาจึงได้นำเด็กชายกวยมาเรียนหนังสือขอมต่อกับอาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ซึ่งใกล้ ๆ กับวัดบ้านแค  หลังจากนั้นก็มาช่วยทางบ้านประกอบอาชีพ ทำไร่ไถนาตามประสาอาชีพของทางครอบครัว ต่อมาเมื่อครบอายุบวช จึงเข้าอุปสมบท โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระชัยนาทมุนี มีหลวงพ่อปา วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เเละพระอาจารย์หริ่งเป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๕ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ เวลา ๑๕ นาฬิกา๑๗ นาที อายุ ๒๐ ปี ณ วัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท มีฉายาว่า ชุตินฺธโร แปลว่า “โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายของโลก หนักไปด้วยกิเลส ตัณหาคือ โลภ โกรธ หลง ทั่งสิ้น ถ้าท่านผู้ใดตัดกิเลส ตัณหาได้ก็จะถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน”  เมื่ออุปสมบทแล้วก็มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแค ตอนนั้นหลวงปู่มา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ พระกวย ชุตินฺธโร จึงหัดเทศน์เวสสันดรชาดก กันฑ์กุมาร, ทานกัณฑ์ ท่านชอบเทศน์แหล่หญิงหม้ายซึ่งกล่าวถึงพระนางมัทรี ตอนที่องค์พระเวสสันดร ถูกเนรเทศออกนอกเมือง ไปบวชอยู่ในป่า หลักฐานในเรื่องนี้คือใบลานเทศน์ต่างๆที่หลวงพ่อเก็บรักษาไว้ เเละบางอันท่านได้ประทับตราสิงห์ชูคอเอาไว้ บางอัน หลวงพ่อเขียนไว้ว่า พระกวยสร้างถวาย หรือพระกวยสร้างส่วนตัวหลังจากนั้นหลวงพ่อได้ไปเรียนวิชาแพทย์โบราณกับหมอเขียน เพื่อเรียนวิชารักษาโรคระบาด หรือโรคห่าเเละ โรคไข้ทรพิษ

ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2472 ท่านได้มาอยู่ที่วัดวังขรณ์ ต.โพธิ์ชนไก่ 2 พรรษา เรียนธรรมโท แต่พอสอบไล่กลับเป็นไข้ไม่สบายจึงไม่ได้สอบ หลวงพ่อกวย จึงฉุกคิดได้ว่าด้านปริยัติธรรมเราก็เรียนมามากพอแล้ว จึงอยากจะหันไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานและวิชาอาคมและวิธีทำเครื่องรางของขลังบ้าง คิดได้แล้วจึงไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต แห่งวัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี จนเรียนสำเร็จวิชาทำแหวนนิ้ว สังเกตใต้ท้องวงแหวนมักจะตอกอักขระตัวขอมว่า อิติ และท่านยังได้ได้เรียนวิชาอีกหลายอย่างกับหลวงพ่อศรี  ยันต์เเรกที่หลวงพ่อสำเร็จเเละมั่นใจมาก คือ ยันต์มงกุฎพระเจ้า ซึ่งหลวงพ่อจะใช้ปลุกเสกพระเเละเครื่องรางต่าง ๆ ท่านจะใช้ยันต์นี้ลงหลังเหรียญรุ่นเเเรก บรรจุครบสูตร เเละยังได้ทำเป็นตรายางเพื่อประทับผ้ายันต์เเละรูปถ่ายบางรุ่น เพื่อคุ้มครองเเละช่วยเสริมดวงชะตาราศี จนกลายมาเป็นชื่อยันต์เสริมดวงที่เรียกกันนั่นเอง

นอกจากนี้ หลวงพ่อกวย ยังได้วิชายันต์เเละคาถานะโมตาบอดจากหลวงพ่อศรีด้วย นอกจากใช้จารเครื่องรางเเล้ว ยังใช้บรรจุที่หลังเหรียญรุ่นสอง หลังจากเรียนวิชากับหลวงพ่อศรีสำเร็จ ท่านก็มาจำพรรษาอยู่วัดหนองตาแก้ว ต.โคกช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ที่วัดนี้ หลวงพ่อปลูกต้นสมอไว้ 1 ต้น เคยมีพระภิกษุชื่อ หลวงตาสมาน ไปอยู่วัดหนองตาแก้ว อุ้มไก่แจ้ให้ไปนอนบนต้นสมอ ปรากฏว่าไก่ไม่นอน ทำอย่างไรก็ไม่ยอมนอน คาดว่าหลวงพ่อกวยลงวิชาบางอย่างเอาไว้ ทำให้ไก่หวาดกลัว ขณะนั้นหลวงพ่อกวยเพิ่งอายุ 28 ปี 8 พรรษา แสดงว่าหลวงพ่อ มีอาคมขลังตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม ซึ่งต้นสมอนี้ ปัจจุบันยังอยู่เเละไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวหรือลบหลู่ดูหมิ่น เพราะกลัวอาถรรพ์ ยิ่งเคยมีพระขึ้นไปตัดกิ่งไม้แล้วมรณภาพยิ่งได้รับการกล่าวขานถึงความขลังมากขึ้น

ในวันที่ 1 มิ.ย. พ.ศ. 2477 หลวงพ่อกวย จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองแขม ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท อีก 1 พรรษา ได้เรียนแพทย์แผนโบราณต่อกับโยมป่วน บ้านหนองแขม และเรียนแพทย์แผนโบราณต่อกับหมอใย บ้านบางน้ำพระ ขณะพำนักที่วัดหนองแขม ได้มีเพื่อนภิกษุชื่อ แจ่ม ไปพบตำราสมุดข่อยวางในโพรงไม้ แต่เอาออกมาไม่ได้ เพราะตำรามีอาถรรพณ์แรง  คล้ายมีเทพและเทวดารักษา จึงชวนหลวงพ่อกวยให้ไปดู หลวงพ่อไปดู พบว่ามีตำราอยู่โพรงไม้จริงและมีรอยคนเอาพวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียนไปบูชาจำนวนมาก ท่านจึงจุดธูปอธิษฐานว่า ถ้าจะให้ข้าพเจ้าเอาตำรานี้ไปเก็บรักษาไว้ ขอธูปที่จุดนี้ให้ไหม้ให้หมดดอก ครั้งแรกธูปไหม้ไม่หมด หลวงพ่อกวย จึงได้อธิษฐานใหม่ว่า ถ้าหากว่าท่านจะให้ตำรานี้ให้ข้าพเจ้าเอาไปเก็บรักษาไว้ ข้าพเจ้าจะนำเอาตำรานี้ไปทำประโยชน์แก่วัดและช่วยเหลือ ประชาชนและผู้เดือดร้อน แล้วก็จุดธูปขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ธูปไหม้หมดทั้ง ๓ ดอก หลวงพ่อจึงกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของตำราและเก็บตำรานั้นมาศึกษา

เกี่ยวกับตำรานี้ มีการเล่าลือว่า ก่อนหน้านั้นมีคน ๆ หนึ่งนำตำราชุดนี้ไปเก็บในบ้าน เกิดเหตุวิบัติ เจ็บไข้ล้มตาย จึงเอาตำราชุดนี้มาทิ้งไว้ในโพรงไม้จนหลวงก่อกวยนำออกมาศึกษา เมื่อหลวงพ่อเปิดตำราดู พบลายลักษณ์อักษรบอกไว้ในตำราว่า ห้ามเอาไปไว้บ้านใคร ๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นจะฉิบหายตายโหงทั้งโคตร ท่านจึงได้ศึกษาตำรายันต์และคาถาจากตำราเล่มนี้จากนั้นมา

ปัจจุบันตำราเล่มนี้ยังอยู่ที่วัดโฆสิตารามหน้าปกเขียนว่า ครูแรง ด้วยหมึกสีแดง  นับว่าหลวงพ่อกวยท่านเป็นพระที่ได้ตำราเเปลก ส่วนพระภิกษุเเจ่มที่เป็นคนพาหลวงพ่อไปเอาตำรานี้ภายหลังได้สึกเเละผันชีวิตไปเป็น อ้ายเสือ หรือขุนโจรชื่อดัง เรื่องตำรายันต์ที่หลวงพ่อคัดลอกและเรียนมานี้ ปัจจุบันบางส่วนยังอยู่ที่วัด บางส่วนอยู่ที่ศิษย์หลวงพ่อ เช่น อาจารย์เหวียน มณีนัย บ้านท่าทอง ต.ปากน้ำ อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี อยู่ที่วัดท่าทอง อาจารย์โอภาส (มรณภาพเเล้ว) วัดซับลำใย จ.ลพบุรี อาจารย์แสวง (มรณภาพเเล้ว) วัดหนองอีดุก อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

ตำราเก่า สมุดบันทึก ตลอดจนของใช้เก่า ๆที่หลวงพ่อกวยเก็บไว้ บางชิ้นท่านจะห่อปกด้วยกระดาษ เเละมักจะเขียนว่าห้ามทำสกปรก จับถือให้เบามือ เเสดงว่าหลวงพ่อท่านรักข้าวของเเละมีระเบียบ หลวงพ่อไม่หวงของเเต่ไม่ชอบให้ทิ้งขว้าง ตำรายาเเละเลขยันต์ต่าง ๆ ที่จดบันทึกไว้ บางเล่มท่านจะเขียนหน้าปกไว้ ว่า ห้ามหยิบ ห้ามจับ ครูเเรง บางเล่มจะเขียนสั่งว่า เปิดดูจุกตาย

เมื่อหลวงพ่อกวยออกจากวัดหนองแขม ได้ไปจำพรรษาที่วัดบางตาหงาย อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ หรือ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เทพเจ้าแห่งเมืองปากน้ำโพ ทั้งวิชาทำ แหวนแขน, ตะกรุด, มีดหมอเทพศาสตรา และอื่นๆ โดยศิษย์ร่วมรุ่นเดียวกับหลวงพ่อที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ๆ ก็คือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.บรรพตพิสัย เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนรวมทั้งมีศิษย์เอกเป็นดาราตลกชื่อดัง โก๊ะตี๋ ผีน่ารัก หรือ โต๊ตี๋ อารามบอย

จากคำบอกเล่าจากพระภิกษุหลายรูป ตลอดจนศิษย์รุ่นเก่าได้พูดตรงกันว่า หลวงพ่อกวยตอนที่อยู่ที่วัดก็เป็นพระที่มีอาคมเหมือนพระทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อท่านกลับมาจากเรียนวิชาจากเมืองเหนือ (น่าจะหมายถึง จ.นครสวรรค์) ท่านมักจะเก็บตัว พูดน้อย มีจิตมหัศจรรย์ วาจาสิทธิ์ เรื่องที่หลวงพ่อไปเรียนวิชามากับหลวงพ่อเดิมนี้ มีหลักฐานคือมีรูปถ่ายของหลวงพ่อเดิม มีจารด้านหลังด้วย เป็นรูปถ่ายพรรษาท้าย ๆ ของหลวงพ่อเดิมลายมือ พบในกุฏิของหลวงพ่อ หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือ ลุงหล่อน คนสักยันต์แทนหลวงพ่อ ตอนนั้นลุงหล่อนได้ทำบุญเเละได้รูปหลวงพ่อเดิมมาสองรูปกับเเหวนหลวงพ่อเดิมหนึ่งวง รูปนั้นเป็นรูปหลวงพ่อเดิมพรรษาท้าย ๆ อีกรูปหลังเเววหางนกยูง โดย ลุงหล่อน เล่าว่า สมัยนั้นเดินไปกับหลวงพ่อ ตอนนั้นลุงยังหนุ่ม ๆ อายุยี่สิบเศษ ๆ เท่านั้นเดินเท้าจากบ้านเเคไปตาคลี ใช้เวลา 1 วัน ไปค้างที่วัดหนองโพสามคืน ลุงหล่อนได้คุยเเละนวดให้หลวงพ่อเดิมด้วย ลุงบอกว่าหลวงพ่อเดิมนั้นใจดี มีเมตาตา หลวงพ่อกวยเคยเอ่ยปากขอเรียนวิชาทำทอง เล่นแร่แปรธาตุ แต่หลวงพ่อเดิมไม่สอนท่านว่า เรียนไปทำไม ไม่ใช่เส้นทางแห่งธรรมะ รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพ่อกวย กลับมาอยู่วัดบ้านแค ได้สักยันต์ให้ศิษย์จนมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขนาดสักกันทั้งกลางวันกลางคืน ใครอยากได้ของดีสมัยก่อนต้องเดินเท้ามาที่วัดลำบากมาก ใครรวยหน่อยก็ขี่จักรยาน หรือหมารถ 2 แถว มากัน ท่านได้จดบัญชีรายชื่อไว้ปรากฏว่ามีคนสักถึง 4 หมื่น 4 พันคน

ต่อมา หลวงพ่อเห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงหยุดสักยันต์ หันมาทำพระเเละแต่เรื่องรางของขลังแจกลูกศิษย์และผู้ศรัทธา เช่น ตะกรุด, มีดหมอ, แหวนแขน ยุคนั้น ข้าวยากหมากเเพง โจรผู้ร้ายเต็มบ้านเต็มเมือง โดยเฉพาะ เเถวภาคกลางตอนล่าง เเถบนครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี เป็นเเหล่งกบคานของก๊กเสือร้ายหลายกลุ่ม ชาวบ้านเเคอาศัยบารมีหลวงพ่อกวยคุ้มครองครอบครัวเเละทรัพย์สิน ของมีค่าต่าง ๆ จะเอามาฝากหลวงพ่อกวยที่วัด บางครอบครัวหอบลูกเมียมาขอนอนที่วัดเพราะกลัวโจรฉุดคร่า วัวควายก็เอามาผูกในลานวัด

จากคำบอกเล่าของคนเก่า ๆ  ย่านบ้านเเค ยืนยันว่า พวกโจร เสือต่าง ๆ ไม่มีใครกล้าลองดีกับหลวงพ่อกวย เพราะเคยมีเสือปล้นชื่อดังจากอ่างทอง พาสมุนล้อมวัดบ้านเเคตอนกลางคืน เห็นวัวควายของชาวบ้านที่ลานวัดมีเยอะมาก เเต่เข้าไปไม่ได้ แค่เดินเข้าเขตวัดก็โดนหลวงพ่อตีด้วยตะพดและโดนเล่นงานจนบาดเจ็บ ต้องรีบพาสมุนกลับไปหมดเเละไม่กล้ามาก่อเหตุแถวบ้านแคอีกเลย นับจากนั้นถ้าเสือปล้นเดินผ่านวัดบ้านแค ต้องยิงปืนถวายหลวงพ่อกวยทุกครั้ง กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อไปจนหลวงพ่อมรณภาพ

หลวงพ่อกวย ไม่ชอบการก่อสร้าง ชอบอยู่แบบสมถะมากกว่า แม้กุฏิของหลวงพ่อก็เป็นไม้ทรงไทยโบราณ แต่การก่อสร้าง หลวงพ่อให้กรรมการวัดและชาวบ้านทำ ยกเว้นส่วนที่ยากจึงจ้างช่างมาจัดการ ดังนั้นทางวัดจึงมีแต่กุฏิเก่า ๆ ที่สร้างใหม่ก็มีมีแต่พระอุโบสถ, ศาลาทำบุญ กุฏิชุตินฺธโร ที่ศิษย์สร้างถวาย

เกี่ยวกับพระอุโบสถ ศิษย์หลวงพ่อกวยชื่อ นายเช้า เเผ้วเกตุ ซึ่งมีศักดิ์เป็นตาของเจ้าอาวาสวัดโมสิตารามปัจจุบัน เล่าว่า สมัยก่อนได้เดินทางไปกับหลวงพ่อกวย ไปหาอิฐเก่า ๆ ตามวัดร้างใช้เกวียนขนมาทำฐานพระอุโบสถ นอกจากนี้คนในตระกูลยิ้มจูบางท่าน มีศักดิ์เป็นเหลนของหลวงพ่อ ได้เล่าให้ฟังว่า เคยมาช่วยหลวงพ่อถมดินรอบพระอุโบสถและทุกครั้งที่ไปช่วยงาน หลวงพ่อจะเเจกพระให้ทุกครั้ง มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่โอกาส

เลื่อนสมณศักดิ์ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2511 หลวงพ่อกวย ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน แต่ท่านไม่ยินดียินร้ายหรือสนใจยังปฏิบัติตัวเรียบง่ายเหมือนเดิม

ละสังขาร สิ้นเทพเจ้าลุ่มแม่น้ำน้อย  ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ. 2521 หลวงพ่อได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท หมอได้วินิจฉัยโรค ว่าหลวงพ่อเป็นโรคขาดสารอาหารมานานกว่า 30 ปี เนื่องจากสมัยก่อนข้าวยากหมากแพง หลวงพ่อจึงตั้งสัตย์อธิษฐานฉันภัตตาหารเพียงมื้อเดียว จนร่างกายผ่ายผอมมาก แพทย์ให้สารอาหารประเภทโปรตีนกับหลวงพ่อ เป็นเวลาถึง 1 เดือน ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อยู่โรงพยาบาลได้ไม่นาน ท่านก็กลับวัด เมื่อกลับวัดหลวงพ่อก็ยังได้ฉันอาหารเพียงวันละ 1  มื้อ เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนความตั้งใจและหลวงพ่อยังคงหมกมุ่นในการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลอย่างต่อเนื่อง  ในต้นเดือน มี.ค. พ.ศ. 2522 หลวงพ่อได้วงปฏิทิน ตั้งแต่ท่านเริ่มมีอาการเจ็บป่วยด้วยหมึกสีน้ำเงิน และวงปฏิทิน วันที่ท่านมรณภาพเอาไว้ด้วยตัวหนังสือสีแดง คือวันที่ 11 มี.ค. และ 11 เม.ย. 2522 พร้อมทั้งเขียน พระคาถา นะโมตาบอด ฝากไว้เป็นอนุสรณ์แก่ลูกศิษย์ เป็นคาถาแคล้วคลาดและกำบัง หลวงพ่อเขียนว่า อาตมาภาพพระกวย” “นะตันโต นะโมตันติ ตันติ ตันโต นะโม ตันตัน จะมรณภาพ วันที่ 11 เม.ย. เวลา 7 นาฬิกา 55 นาที

พอวันที่ 11 มี.ค. หลวงพ่อก็ล้มป่วย โดยไม่มีโรคอะไร เพียงแต่ไม่มีกำลัง ฉันอาหารไม่ได้ ไม่ยอมไปโรงพยาบาล มีอาการไข้แทรก เวลาฉันท์ภัตตาหารบางครั้งท่านพ่นข้าวออกจากปาก ไม่ยอมฉัน และจะชอบหยิบแผ่นตะกรุดขึ้นมาจาร บางครั้งก็จับสายสิญจน์ ปลุกเสกวัตถุมงคล กลางคืนก็จับสายสิญจน์ปลุกเสกวัตถุมงคล บางคืนถึงสว่าง ร่างกายของท่านปกติก็ผอมมากอยู่แล้วกลับผอมหนักเข้าไปอีก วันที่ 10 เม.ย. กลางคืนมีศิษย์มาเฝ้าท่านเต็มไปหมด ตอนเช้ายิ่งมาก แต่ท่านก็ไม่มรณภาพ แม้จะผอมมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มีเพียงประกายตาที่สดใสเท่านั้น จนกระทั่งตกกลางคืนท่านก็ไม่ยอมมรณภาพ ค่อนสว่างวันที่ 12 เม.ย. 2522 ทางกรรมการวัดและศิษย์ใกล้ชิดหารือกันว่า สงสัยในกุฏิท่านจะลงอาถรรพณ์เอาไว้ ตลอดจนตำราอักขระเลขยันต์ ตลอดจนรูปครูบาอาจารย์ คงจะไม่มีใครกล้ามารับท่านแน่ อยากเห็นท่านไปดี จึงนำท่านออกมาที่หอสวดมนต์ เมื่อเตรียมที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว อุ้มท่านมาจำวัดที่เตียงที่หอสวดมนต์ ท่านลืมตาขึ้นเป็นการสั่งลา ครั้งสุดท้าย แล้วหลับตาพนมมือเกิดอัศจรรย์ ระฆังใบใหญ่ที่หอสวดมนต์ได้ขาดตกลงมา ดังหง่าง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ดังยาวนาน ศิษย์ที่อยู่ศาลาเข้าใจว่าท่านมรณภาพแล้ว จึงได้ตีระฆัง คือคาดว่ามีคนตีระฆัง เมื่อจับเวลาดู เป็นเวลา 7 นาฬิกา 55 นาที จับชีพจรท่านดู ปรากฏว่าท่านมรณภาพแล้ว ตรงกับวันที่ 12 เม.ย. ซึ่งวันที่ 13 เม.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยโบราณ

ทุกวันนี้ทางวัดเเละเหล่าบรรดาศิษย์หลวงพ่อจะยึดเอาในวันที่ 12 เม.ย. ของทุกปี เป็นวันทำบุญ ประจำปีเพื่ออุทิศและระลึกถึงหลวงพ่อกวย

 

Share this post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *